วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

การบ้านวันที่ 17/09/2554 คลังบทความ 3 เรื่อง


เข้าไปที่ Blog http://mis-manoon.blogspot.com/ ซึ่งจะมีคลังบทความอยู่ด้านขวามือ มีด้วยกัน 3 เรื่อง โดยให้ทุกท่านอ่านบทความทั้ง 3 ซึ่งจะมีคำถามอยู่ในบทความนั้น แล้วให้เขียนตอบให้ Blog ของท่าน
1. กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ
คำถาม : จากข้อมูลของทั้ง 9 องค์การ ท่านสนใจองค์การใดมากที่สุด เพราะอะไร แล้วหากท่านได้รับมอบหมายในการพัฒนาระบบสารสนเทศองค์การดังกล่าว (องค์การที่ท่านสนใจมากที่สุดนั้น) ท่านคิดว่าจะพัฒนาระบบอะไรเพิ่มเติม พร้อมในเหตุผล
คำตอบ : องค์การที่ 5 ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้า เพราะ องค์การนี้นับว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ หากมีระบบงานที่จะมาช่วยให้ องค์การนี้มีการพัฒนาก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หากได้รับมอบหมายในการพัฒนานาระบบสารสนเทศองค์การธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้านี้ คิดว่าจะพัฒนาระบบวางแผนการจัดซื้อ เพราะเมื่อมีระบบการวางแผนที่ดีแล้วนั้นจึงสามารถวางแผนการจัดซื้อ วัตถุดิบ จัดการการผลิต และดำเนินการตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ทำให้มีการรวมฝ่ายจัดซื้อของโรงงานต่าง ๆ มาอยู่ด้วยกัน ประโยชน์ที่ได้คือ ลดจำนวนพนักงาน สามารถทราบข้อมูลปริมาณวัตถุดิบในคงคลังได้ทันที เป็นต้น

2. โครงการด้านระบบสารสนเทศที่อาจจะสนองพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
คำถาม : ท่านคิดว่าจะสามารถพัฒนาหรือปรับปรุงระบบสารสนเทศเป็นอย่างแบบใดอย่างไรบ้าง พร้อมให้เหตุผลประกอบ
คำตอบ: ปรับปรุงระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์(e-learning) ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนาระบบนี้อยู่ แต่ควรปรับปรุงรูปแบบให้นักเรียน หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปที่ต้องการศึกษาหาความรู้ โดย ระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ในตอนนี้ สามารถให้นักเรียน เลือกหลักสูตร เลือกวิชาเรียน ศึกษาบทเรียน แทรกไฟล์ ดูผลการเรียนเป็นต้น ดังนั้นจึงควรปรับปรุงให้มีการมีการตอบโต้ หรือ สามารถให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นๆที่มีการเรียนการสอน ครูก็จะทราบความคิดเห็นของนักเรียน ได้รับความคิดเห็นที่หลากหลาย จากหลายคนๆ หลาย website ที่ถูกอ้างอิง ทำให้เด็กฝึกทักษะในการแสดงความคิด การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

3. โครงการที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ด้านระบบสารสนเทศ
คำถาม : ท่านคิดว่าการพัฒนาระบบสารสนเทศดังกล่าว ควรจะต้องมีระบบ e-service, web-service, front and back office หรือไม่อย่างไร และหากมีควรจะมีอะไรบ้างพร้อมระบุเหตุผลประกอบเพื่อจะได้นำไปปฏิิบัติได้ จริง
คำตอบ : คิดว่าการพัฒนาระบบสารสนเทศดังกล่าว ควรจะต้องมีระบบ e-service, web-service, front and back office เพื่อสอดรับกับมติคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาลด้านการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม (การใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ) และโครงการของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และประเด็นเสนอเพื่อพิจารณา ดำเนินโครงการ “ศูนย์จัดการความรู้เพื่อพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี และ จังหวัดมุกดาหาร” โดยมีลักษณะรูปแบบที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ด้านทรัพยากรธรรมชาติ อุตสาหกรรม การเกษตร วัฒนธรรม และด้านอื่นๆ ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งจากนโยบายเหล่านี้ e-service ,web-service จะช่วยให้บริการในด้านข้อมูล ให้ความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการประชาชน และสามารถเป็นศูนย์ในการพัฒนา การจัดการองค์ความรู้เป็นคลังข้อมูลของแต่ละ จังหวัดในสถาบันอุดมศึกษาทุกจังหวัด front and back office ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย มีการใช้ฐานข้อมูลร่วมทำให้ระบบมีการที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับนโยบายที่กล่าวมาได้







การบ้านวันที่ 17/09/2554 ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม


เข้าไปที่ http://m-culture.in.th/ แล้วทดลอง ลงทะเบียนใช้งาน แล้วหลังจากนั้น ให้วิจารณ์ระบบดังกล่าว โดยเขียนในลงบทความของท่าน
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรมนี้ เป็นเว็ปไซต์ชุมชนสำหรับรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมของชาติ ประกอบด้วยข้อมูลของบุคคลหรือองค์กรทางวัฒนธรรม เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน บุคคลสำคัญทางศาสนา เป็นต้น สิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม รวมถึง โบราณวัตถุ หนังสือ งานศิลปะ เครื่องแต่งกาย วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ตลอดจนสถานที่ทางวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว ภาพถ่าย วีดิทัศน์ และภาพแอนิเมชั่นประกอบข้อความ ตลอดจนประสบการณ์และความคิดเห็นที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ รวบรวมและแบ่งปันโดยสมาชิก และกลั่นกรองข้อมูลอีกชั้นหนึ่งโดยวัฒนธรรมจังหวัด กระทรวงวัฒนธรรม
เว็ปไซต์ของศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรมนี้ เป็นระบบที่จัดทำขึ้นเพื่อบริการประชาชน เพื่อให้ความรู้ทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ มีการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางวัฒนธรรม โดยมีเทคนิคที่ดีในการนำเสนอ คือ ให้มีระบบที่สามารถสมาชิกได้ แล้วให้สามารถ Upload ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นไฟล์รูปภาพ ไฟล์วีดีโอเป็นต้น แล้วแชร์ข้อมูลกัน ซึ่งล้วนทำให้ผู้เยี่ยมชม หรือผู้รับบริการ ให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น เป็นระบบที่มีความสะดวกสบายในการค้นหาเพราะสามารถค้นหาได้หลากหลายวิธี เช่นค้นหาตามจังหวัด ตามหมวดหมู่เป็นต้น
ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม นับได้ว่าเป็นการระบบที่มีการรวบรวมและบันทึกองค์ความรู้วัฒนธรรม ทั้งทางด้านคุณภาพ ความครอบคลุมและความเป็นปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

Concept Font Office for Smart Office Development

         จากบทความเรื่อง "การพัฒนาเทคโนโลยี Smart Office ของกรมสรรพสามิต"  การพัฒนา ระบบFont Office ของกรมสรรพสามิต ควรมีการเชื่อมโยง National Single Window ของกรมศุลกากร เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานจัดเก็บภาษีและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการขอใบอนุญาตนำเข้า ขนส่ง  สุรา ยาสูบ ไพ่  ซึ่งผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอใบอนุญาตนำเข้าสุรา ยาสูบ ไพ่  ได้ที่หน่วยงานของกรมสรรพสามิตเพียงแห่งเดียว   เพื่อให้สอดคล้องกับการให้บริการในยุคโลกาภิวัฒน์ และรองรับการค้าแบบไร้เอกสาร(Paperless Trading)ระบบFont Office ของกรมสรรพสามิตควรประกอบด้วย
 ด้าน Software
  1. ระบบการออกใบอนุญาติแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Licensing) หรือการออกใบรับรองแบบอิเล็กทรอนิกส์(e-Certificate) เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการ ออกและขอใบอนุญาติ ,ใบรับรอง การจดทะเบียนสรรพสามิต เพื่อการทำงานสอดคล้องกับระบบ ศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์(e-Costoms)ของกรมศุลการกร ในส่วนนี้กรมสรรพสามิตควรมี Back Office เชื่อมโยงข้อมูลกับ ระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์(Digital Signature) กับองค์กรรับรองความถูกต้อง(Certificate Authority หรือCA) เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 
  2. ระบบการเคลื่อนย้ายสินค้าสรรพสามิตโดยใช้เทคโนโลยี RFID:Radio Frequency Identification (e-Transition) เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดตามสินค้าสรรพสามิตของผู้ประกอบการ 
  3. ระบบการคืนภาษีสรรพสามิต(e-Drawback) เป็นการให้สิทธิประโยชน์ในการคืนอากรสำหรับผู้ประกอบการ สำหรับงานขอคืน ยกเว้นภาษีสรรพสามิตและการหักลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
  4. ระบบชำระภาษีสรรพสามิต(e-Payment)เพื่่อความสะดวกรวดเร็วในการชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการ
  5. ระบบคลังสินค้าทัณฑ์บน (e-Wearehousing) เพื่อจัดการและให้บริการเรื่องการจัดเก็บสินค้าสรรพสามิต
     ด้าน Hardware


             ควรเป็นการลงทุนแบบ ขอความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเชื่อมโยงข้อมูลโดยใช้เครื่องมือทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหลายๆหน่วยงาน เพื่อรวมศูนย์เข้าสู่ฐานข้อมูลเดียวกัน โดยมุ่งเน้นให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนงานที่ซ้ำซ้อนลง ตลอดจนการบูรณาการแนวคิด และยุทธศาสตร์ ให้ตอบรับกับระบบงานระหว่างส่วนราชการด้วยกัน (Government to Government: G2G) และระบบงานระหว่างส่วนราชการกับภาคเอกชน (Government to Business: G2B) ซึ่งโดยปกติแล้ว ก็จจากการเร่งรัดะมีการรับ-ส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมระบบกันในภาคธุรกิจต่อธุรกิจ หรือภาคเอกชนด้วย (Business to Business: B2B) 

  1. เทคโนโลยีเสมือน (Virtualization Technology)การจำลองเครื่องเสมือนให้สามารถใช้งานระบบประมวลผ หน่วยความจำ และฮาร์ดดิสก์ร่วมกันได้ในส่วนประกอบของเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ ผ่านทางระบบจัดการทรัพยากรส่วนกลาง ทำให้มีการใช้งานทรัพยากรไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนได้ในระยะยาว
  2. ระบบประมวลผลก้อนเมฆ (Cloud Computing) รูปแบบของการนำทรัพยากรไอทีทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มาแบ่งกันใช้งานในลักษณะของการให้บริการ (Service) โดยมีการใช้งานผ่านทางอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากที่ต่างๆ ของโลก ซึ่งรูปแบบของการให้บริการแบบนี้สามารถแบ่งได้ออกเป็น 1) Private Cloud 2) Public Cloud และ 3) Hybrid Cloud ซึ่งเป็นการนำเอา Private Cloud และ Public Cloud มาทำงานร่วมกัน ซึ่งการใช้บริการนี้จะทำให้กรมสรรพสามิต สามารถลดต้นทุนไปได้มาก เพราะเป็นการใช้งานแบบจ่ายตามจริง 
  3. เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลผ่านทางไอพี (IP Storage Technology)บนมาตรฐานไอสกัสซี (Small Computer Systems Interface over IP : iSCCI) ซึ่งเป็นการเข้าถึงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลผ่านเครือข่าย มีจุดเด่นอยู่ที่การบริหารจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ โดยการเชื่อต่อกับเซิร์ฟเวอร์ทุกตัวภายในองค์กรด้วยใยแก้วนำแสง (Fiber Channel) จึงทำให้ส่งผ่านข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถดึงข้อมูลจากจุดใดก็ได้ การบริหารข้อมูลแบบนี้ช่วยลดต้นทุนในการจัดการและบำรุงรักษาได้มากกว่าการจัดเก็บข้อมูลแบบหลายจุด หรือการจัดเก็บที่เซิร์ฟเวอร์โดยตรง
ด้าน Peopelware

  1.  ทำการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการใช้ Software และ Hardware ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานสูงสุด
  2. จัดอบรมการวิธีดูแลรักษา Software และ Hardware เพื่อให้ระบบต่างๆเพื่อการคงสภาพการใช้งานของระบบ
        ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การพัฒนาระบบเทคโนโลยี เพื่อนําไปสู่วิสัยทัศน์คือ องค์กรพลวัตเพื่อการจัดเก็บภาษีที่มีมาตรฐานสากล ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม 

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

CRM & Front to Back office

         Customer Relationship Management : CRM คือ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยการใช้เทคโนโลยีและการใช้บุคลากรอย่างมีหลักการจะช่วยให้เกิดการบริการลูกค้าที่ดีขึ้น การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมในการใช้จ่ายและความต้องการของลูกค้า ทำให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือการบริการรวมไปถึง นโยบายในด้านการจัดการ
Font Office คือ ระบบจัดการที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค
Back Office คือ ระบบจัดการภายในองค์กร
อ้างถึง บทความ "องค์กรในฝัน Font-To-Back-Office" และ โจทย์ที่ถามไว้ว่า "ระบบ CRM จะกลายเป็น Font-To-Back-Office ได้อย่างไร"


พื้นฐาน ของ Font-To-Back-Office ประกอบด้วย
  1. การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ
  2. การบริหารจัดการต้นทุนธุรกิจที่ลดลง และการเพิ่มขึ้นของกำไรในที่สุด
  3. เพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
Font Office CRM เป็นระบบจัดการที่เกี่ยวข้อง การอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ,การขายได้อย่างรวดเร็วอย่างมีประสิทธิภาพตรงความต้องการของลูกค้า ,การเข้าถึงลูกค้าโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ไร้พรมแดน การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยบริหารจัดการ CRM -To- Font Office ขององค์กรผ่าน Web Service ที่อยู่ ในรูปแบบ One-Stop-Service เช่น ระบบซื้อขายสินค้าออนไลน์ การคืนเงินผ่าน E-Bank การติดตามการขนส่งสินค้า ผ่านระบบ Logistics การแนะนำข้อมูลสินค้า ระบบ Costumer Service ระบบรับประกันสินค้า ระบบติดตามสินค้าในกรณีส่งซ่อม ฯลฯ ซึ่งโปรแกรมต่างๆจะอยู่ในรูปแบบของการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จนี้้จะช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ,ประหยัดทรัพยากรณ์ ด้านบุคคล เวลา และ สถานที่ ตลอดจนบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าได้มีประสิทธิภาพ
Back Office CRM เป็นระบบที่อยู่ในส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลและใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า  โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าได้อย่างมีระบบ และนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบสมนาคุณลูกค้า บริษัทสามารถมอบของกำนัลให้แก่ลูกค้าในวันคล้ายวันเกิดของลูกค้า โดยดึงเอาข้อมูลจากประวัติลูกค้า ระบบให้ข้อมูลตัวอย่างสินค้า โดยระบบจะให้ข้อข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวที่ตรงกับข้อมูลที่ลูกค้าสนใจ  เป็นต้น
        

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แนวคิดการพัฒนาระบบจัดการคดี เมาแล้วขับ โดยใช้ Web Service



สืบเนื่องด้วยนโยบายของรัฐ ที่ต้องการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ขับขี่และของประชาชนบนท้องถนนโดยรวม มาตรการตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนจึงกลายเป็นมาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้ เพื่อใช้ในการลดอุบัติเหตุ ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ( พรบ.จราจรทางบกพ.ศ. 2522 ฉบับที่ 7 พ.ศ.2550 )
            ผู้ที่มีมีพฤติกรรมเมาแล้วขับในสังคมไทย ยังมีจำนวนมาก จึงทำให้เมาแล้วขับเป็นคดีที่ติดอันดับต้นๆของแต่ละโรงพัก การจัดการในการดำเนินคดีมียังมีความล่าช้า จึงทำให้เกิดแนวคิดแนวคิดการพัฒนาระบบจัดการคดีเมาแล้วขับ โดยใช้ Web Service โดยสังเขปรายละเอียดของระบบโดยมีเนื้อหาดังนี้


            คดีเมาแล้วขับที่นี้กล่าวถึงในที่นี้คือ คดีที่เกิดจาก ผู้ต้องหาถูกจับ จากการตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนโดยเฉพาะ ไม่นับรวม คดีเมาแล้วขับที่ก่อความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น


  1. ชั้นสืบสวน ทำการบันทึกข้อมูลบนระบบโรงพัก บันทึกประจำวัน ,ประวัติผู้ต้องหา,คำให้การของผู้ถูกดำเนินคดี ,หลักฐานที่ใช้ในการจับกุมเช่น ข้อมูลจาก สลิปเครื่องวัดแอลกอฮอล์ ผลการตรวจเลือดจากการวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด แล้วบันทึกลงระบบโรงพักระบบจะประมวลผลออกมาเป็น สำนวนคดี เพื่อส่งให้ ระบบจัดการสำนวนส่งฟ้องของอัยการ
  2. ในกรณีที่ผู้ต้องหาขอประกันตัว ผู้ต้องหรือญาติผู้ต้องหา สามารถจ่ายเงินประกัน โดยผ่าน E-Banking ได้โดยอ้างถึง ข้อมูลของ เลขที่ของคดี จำนวนเงินที่ใช้ในการประกัน(อ้างจากเกณฑ์การตีวงเงินประกัน จากชั้นพนักงานสอบสวน )ข้อมูลที่ใช้ในการประกันตัวทั้งหมดระบบโรงพักจะส่งไปให้ ระบบ E-Banking ของธนาคารต่างๆ ที่โรงพักนั้นๆเปิดให้บริการไว้                                    
    - เพื่ออำนวยความสะดวกของผู้ต้องหาในกรณีที่ไม่มีเงินสดติดตัวแต่มีเงินในธนาคาร          
    - เพื่ออำนวยสะความสะดวกแก่ญาติผู้ต้องหาในการเดินทางมาประกันตัวผู้ต้องหา              
    - อำนวยความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจัดเก็บเงินประกันผู้ต้องหา                              
    2.1 ในกรณีที่ผู้ต้องหายื่นหลักทรัพย์อื่นในการประกันกันตัว เช่น โฉนดที่ดิน ระบบโรงพักจะทำการตรวจสอบหนังสือการรับรองการประเมินราคาที่ดิน และตรวจสอบภาระผูกพันอันอาจกระทบต่อผลการดำเนินคดี(การจำนอง)จากกรมที่ดินผ่าน Web Service ได้                        
    2.2 ในกรณีใช้หลักทรัพย์ที่สามารถกำหนดค่าได้แน่นอน และการใช้บุคคลในการประกัน(ตำแหน่ง) ผู้เขียนบทความขอข้ามเนื้อหาส่วนนี้เพราะมีข้อมูลไม่เพียงพอ
  3. อัยการทำหน้าที่ รัฐ(ทนายแผ่นดิน) ในการฟ้องคดีเมาแล้วขับ ผ่านระบบจัดการสำนวนส่งฟ้อง จากสำนวนคดีเมาแล้วขับ ที่ระบบโรงพักในพื้นที่ ที่อัยการนั้นๆรับผิดชอบส่งเข้ามาในระบบจัดการสำนวนส่งฟ้องของอัยการ  โดยระบบจะส่งเรื่องให้อัยการที่มีหน้าที่เขียนสำนวนส่งฟ้องศาล ในคดีเมาแล้วขับ อัยการทำการบันทึกคำฟ้องลงในระบบ แล้วส่งคำฟ้องไปที่ระบบจัดการการพิจารณาคดีของศาล
  4. ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล รับคำฟ้องจากระบบจัดการสำนวนฟ้องของอัยการ นำมาประมวลผลเพื่อคำนวนหา วันพิจารณาคดี,ผู้พิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี, พนักงานศาลที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาคดี,เจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีมีการส่งตัวผู้ต้องหา
  5. ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล ส่งวันพิจารณาคดี ให้ ระบบโรงพักที่เป็นเจ้าของสำนวนคดีเป็นผู้รับผิดชอบในการติดต่อผู้ต้องหาและนำผู้ต้องหาให้มารับฟังคำพากษาของศาล 
  6. ถ้าผู้ต้องหลบหนี ระบบโรงพักยึดหลักทรัพย์ประกันในชั้นสอบสอน ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทำการออกหมายจับ เป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี
  7. การพิจารณาคดีของศาล ผู้พิพากษาทำการพิจารณาคดี ผ่านระบบ Video Conferrence Service ที่ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาลขอเปิดใช้บริการ(อ้างอิงจากการพิจารณาคดีของศาลในปัจจุบันที่มีการพิจารณาคดีผ่าน Video Conferrence Service) โดยข้อมูลในการวินิฉัยคดี ข้อมูลตัดสินคดีจะถูกบันทึกลงในระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล
  8. เมื่อศาลตัดสินชี้้ขาดคดี ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล จะส่งเรื่องให้ระบบโรงพัก คืนหลักทรัพย์ที่ใช้ประกันในชั้นสอบสวน
  9. ศาลมีคำตัดสินสั่งปรับ จำเลยสามารถจ่ายค่าปรับผ่าน ระบบ E-Banking ที่ศาลเปิดให้บริการไว้                                                                                                                                      
    - ถ้าจำเลยไม่มีเงินเสียค่าปรับ จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ แทนค่าปรับได้เมื่อศาลพิจารณาและเห็นสมควรก็จะอนุญาตให้จำเลยทำงานบริการสังคมฯแทนค่าปรับโดยกำหนดจำนวนชั่วโมงที่ถือเป็นหนึ่งวันทำงาน    
    - หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล จะส่งเรื่องขอยึดทรัพย์สินของจำเลยใช้แทนค่าปรับ หรือสั่งกักขังแทนค่าปรับ (ถืออัตรา 200 บาทต่อ 1 วัน) อย่างไรก็ตามหากศาลมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจะไม่ชำระค่าปรับ ศาลอาจสั่งให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับไปก่อนก็ได้ และหากจำเลยเคยถูกควบคุม ตัวมาก่อนไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวน (เรียกดูข้อมูลจากระบบโรงพักที่เป็นเจ้าของสำนวนคดี) หรือชั้นพิจารณาของศาล (เรียกดูข้อมูลจากระบบควบคุมตัวผู้ต้องหาของศาล) ศาลจะนำวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวมาหักวันคุมขังให้ด้วยการกักขังแทนค่าปรับ  
  10. ศาลสั่งพักใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือน (พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2552 ฉบับที่ 7 พ.ศ.2550 )  ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล ข้อมูลการสั่งพักใบอนุญาตขับขี่ ส่งให้กรมการขนส่งทางบกผ่าน Web Service  
  11. ศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลยเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี หรือโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล  เพื่อเก็บข้อมูลของจำเลย หากจำเลยทำความผิดในระยะเวลารอลงอาญา ให้บวกโทษเดิมพร้อมโทษใหม่                                                             
  12. ศาลพิพากษาให้เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติ และทำงานบริการสังคม(ระยะเวลาตามคำสั่งศาล)  ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล จะส่งเรื่องให้กับระบบคุมความประพฤติ ในระยะเวลาคุมประพฤติจำเลยต้องมารายงานตัวและทำงานบริการสังคมตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด หากจำเลยไม่ทำตามระบบคุมประพฤติจะส่งเรื่องให้ระบบจัดการการพิจารณาคดีศาล  ให้ศาลจะดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป 
ผู้เขียนบทความไม่มีความรู้ทางด้านกฏหมาย  เพียงแต่ได้แนวคิดจากบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับการสืบสวน ,การตัดสินคดี และเพื่อนๆพี่ๆที่เรียนนิติศาสตร์ หากผิดพลาดประการใดขอท่านผู้รู้ชี้้แนะเพื่อความกระจ่างด้วยครับ

    วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    การพัฒนา E-Business ในองค์กรให้มีประสิทธิ์ภาพ

                     สิ่งที่ลืมไม่ได้ของ E-Business   คือ ปัจจัยผลักดัน มิได้เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพียงอย่างเดียว จากช่วงปลายของทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านการบริหารองค์กร คือ เปลี่ยนจากระบบ ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ที่ใช้กำลังทุนขนาดใหญ่ในการสร้างทรัพยากรทางธุรกิจ ไปเป็น ระบบ ไม่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ที่ใช้พลังแห่งเครื่องหมายยี่ห้อสินค้าและองค์ความรู้เป็นอาวุธ  โดยมีความสามารถที่จะมีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและฉับไวระหว่างองค์กร ด้วยการใช้ E-Business   เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรให้ออกจากระบบทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมการผลิตเร็วยิ่งขึ้น
                 ที่ผ่านมาแม้ว่าองค์กรที่ทำธุรกิจอินเทอร์เน็ตแบบ B2C(ธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค) อาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ E-business ก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ไปกระแสหลักของ E-Business จะไม่ใช่ B2C อีกต่อไป แต่จะเป็น B2B(ธุรกรรมระหว่างองค์กร) ระหว่างองค์กรธุรกิจที่มีอยู่เดิม ซึ่ง E-Business มีแนวโน้มเป็น 2 ลักษณะ คือ
                 1. ตลาดอิเล็กทรอนิกส์แบบ Private B2B (แบบแนวตั้ง)  ที่เน้นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรในกลุ่มเดียวกัน โดยมีองค์กรที่สำคัญมากสุดอยู่ตรงกลาง จะเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกันกับระบบ Supply Chain Management (SCM) ของบริษัทใหญ่ เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและใช้ในการบริหารสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษที่เกี่ยวข้องกับความลับของบริษัท
                  2. ตลาดอิเล็กทรอนิกส์แบบ Public B2B (แบบแนวนอน) ที่เน้นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่มีการสร้างความแตกต่าง แต่เน้นการลดต้นทุน โดยพุ่งเป้าหมายไปที่สินค้าประเภททั่วไป  
                          
                   ท่ามกลางสภาวะแข่งขันอันรุนแรงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ องค์กรทั้งหลายได้ลงทุนในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศระดับแนวหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และการผลิตอย่างเต็มที่ โดยทบทวนและปรับปรุงให้กระบวนการทางธุรกิจนั้นไม่ซับซ้อนและเป็นระบบ โดยใช้ฐานข้อมูล ERP ทำให้สามารถรู้ถึงสถานภาพของธุรกิจในระดับภาพรวมแบบเรียลไทม์ ซึ่งมีประโยชน์มากในการสร้างกระบวนการตัดสินใจในเชิงบริหารที่รวดเร็ว และการวางแผนกลยุทธ์ในอนาคตขององค์กร
                 หลังจากกำเนิดของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต การเกิดของร้านค้าออนไลน์  การใช้เทคโนโลยี Web สำหรับการบูรณาการระบบ back office ล้วนเป็นการเข้าสู่ยุค E-Business  ซึ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพื่อเสริมอำนาจในการแข่งขันและเพิ่มกำไร และเป็นการสร้างสนามแข่งขันใหม่ทางการตลาดขององค์กรธุรกิจ
             ด้วยเหตุนี้ยุคแห่งการใช้ ERP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กรได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเป็นยุคแห่งการพัฒนาเครือข่ายขนาดใหญ่ที่รวมทั้งผู้ป้อนวัตถุดิบและลูกค้าเข้าด้วยกัน เป็นระบบ อีกทั้งการเกิด E-Business และความต้องการใช้ข้อมูลร่วมกับองค์กรภายนอก ทำให้เกิดงานใหม่และ เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่จะสนับสนุนระบบใหม่ตามมา
              การกล่าวถึง ERP เพื่อความเข้าใจจะกล่าวในบทต่อไปร้อมอธิบบายการทำงานใน Mind Map